“นั่งสมาธิ” ช่วยให้เรียนดีจริงหรือ!!!

“นั่งสมาธิ” ช่วยให้เรียนดีจริงหรือ!!!

โพสต์โดย kmitl เมื่อ ศุกร์ 11 ธ.ค. 2009 3:23 pm

“นั่งสมาธิ” ช่วยให้เรียนดีจริงหรือ!!!
เรื่องการนั่งสมาธิช่วยให้เรียนดีจริงหรือ ?
รูปภาพ

ถาม… การให้ลูกนั่งสมาธิ จะช่วยให้การเรียนดีขึ้นได้ จริงหรือไม่คะ

ตอบ… การที่ฝึกให้ลูกของเราทำสมาธิตั้งแต่เล็กๆ นั้น เป็นเรื่องดี คำว่า “ดี” ในที่นี้ ไม่ใช่ดีเฉพาะในเรื่องการเรียนของเด็ก แต่ว่าดีในเรื่องอื่นๆ ตามมามากมายเลยทีเดียว


ก่อนอื่นต้องเข้าใจหลักการ ของการฝึกสมาธิก่อน การจะฝึกเด็กให้ทำสมาธิ มีข้อแม้ขั้นต้นดังนี้


ข้อที่ ๑. จะต้องรู้จักวิธีฝึกที่ถูกต้องก่อน เช่น ฝึกกำหนดลมหายใจเข้าออก ฝึกกำหนดเป็นองค์พระ เป็นดวงแก้วขึ้นมาในใจ ซึ่งแต่ละวิธีก็มีเทคนิคเฉพาะของเขา ตรงนี้เราต้องรู้ให้ชัดเจน


ข้อที่ ๒. เมื่อรู้วิธีฝึกชัดเจนแล้ว สิ่งที่ต้องตามมาอีกก็คือ จะต้องฝึกให้ตรงเวลาเป็นประจำ เช่น ฝึกก่อนนอน ฝึกแต่เช้ามืด พอตื่นขึ้นมาก็นั่งสมาธิ เป็นต้น เมื่อถึงเวลาฝึกก็ต้องฝึกกัน แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะฝึกสมาธิอย่างนี้เท่านั้น แม้การทำอะไรอย่างอื่น ก็ต้องให้เขารู้จักประคองสมาธิเข้าไปด้วย นี่คือความหมายของการฝึกสมาธิ ตั้งแต่เล็กของลูกเรา


คราวนี้ เมื่อลูกของเราถูกสอนให้ฝึกสมาธิเป็นตั้งแต่เล็ก แล้วเราจะได้อะไร


ขั้นต้นได้ความตรงต่อเวลาของลูก อย่างนี้ดูเผินๆ ก็ไม่อัศจรรย์ แต่จริงๆ แล้วอัศจรรย์นะ คือเท่ากับว่าเรากำลังฝึกลูกให้รู้จักตัดสิน แล้วก็ตัดใจเป็นด้วย เด็กทุกคนในโลกจะติดเล่น แล้วเด็กจะไม่ตรงเวลา แต่เมื่อเราให้เด็กมาติดการฝึกสมาธิ ก็จะตรงเวลา เพราะฉะนั้นไม่ว่าแกจะเล่นอะไร สนุกอย่างไรก็ตาม พอถึงเวลาฝึกสมาธิ ให้มาฝึกทันที ก็เลยกลายเป็นว่าในขณะที่ฝึกสมาธินั้น ก็เป็นการฝึกตัดใจไปด้วย ตัดใจจากเรื่องสนุกที่เล่นอยู่ ความสามารถในการตัดใจ ของคนเราเป็นสิ่งที่จำเป็น ขั้นพื้นฐานของชีวิตทีเดียวว่า ต่อไปข้างหน้าเด็กคนนั้น เมื่อโตขึ้นนอกจากตัดสินเรื่องราวต่างๆ ว่าดีชั่ว ผิดถูกได้แล้ว ยังตัดใจได้อีกด้วย เมื่อรู้ว่าผิดตัดใจทิ้งไปเลย เมื่อรู้ว่าถูกก็ทุ่มเทจิตใจลงไปเลย


เมื่อเราฝึกลูกให้ใจเป็นสมาธิเป็นประจำๆ จะมีผลดี ไม่เฉพาะแต่การตัดใจจาก เรื่องเล่นหรือเรื่องสัพเพเหระเท่านั้น เนื่องจากการฝึกสมาธินั้น เป็นเรื่องของการตัดใจทิ้งเรื่องราวที่ไม่ควรจะคิดออกจากใจไปด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาลูกเราไปเรียนหนังสือ เรื่องรกใจต่างๆ ก็จะตัดทิ้งออกไปจากใจได้ การเรียนก็จะดีขึ้นเป็นธรรมดา


แต่ตรงนี้หลวงพ่ออยากจะให้ข้อคิดสะกิดใจไว้อีกนิดหนึ่งว่า อย่างไรก็ตามการที่เด็กจะตัดสินและตัดใจได้ดีขึ้น มีความสามารถที่จะอ่านหนังสือ จะทำการบ้านได้ต่อเนื่องดีขึ้น ห้ามเอาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนะ ให้เปรียบเทียบกับตัวของเขาเองว่า ก่อนฝึกเขาเป็นอย่างไร แล้วหลังฝึกดีขึ้นกว่าเดิมมากไหม อย่าไปตั้งความหวังไว้ว่า เมื่อลูกของเราลงมือฝึกสมาธิแล้ว คงจะได้เป็นที่หนึ่งในห้องหรืออะไรอย่างนี้


ไม่ใช่นะ ถ้าอย่างนั้นถือว่าผิด เพราะว่าเอาตัวของลูก ไปเปรียบกับคนอื่น ซึ่งบางคนเขาอาจจะมีสมาธิติดตัวข้ามภพข้ามชาติมามาก คือแม้เขาไม่ได้ฝึก แต่ใจเขาก็เป็นสมาธิมากกว่าลูกของเรามาตั้งแต่เล็กแล้ว ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี อย่าตั้งความหวังผิดๆ เดี๋ยวจะผิดหวัง


แต่ว่าเมื่อเราฝึกลูกของเราให้ทำสมาธิจนเคย เช่นนี้แล้วเราพอจะหวังได้ทีเดียวว่า ลูกเราอย่างไรก็เรียนดีขึ้น แล้วจะเป็นคนดีขึ้น ดีในที่นี้ก็คือ มีจิตใจสงบเยือกเย็น แม้เรียนอาจจะ ไม่ได้ท็อป แต่ความสงบเยือกเย็นเป็นต้องยอมรับกันทั้งบ้านทั้งเมืองขึ้นมาทีเดียว ถ้าเขาได้ปูพื้นฐานในเรื่องของการฝึกสมาธิมาตั้งแต่ต้น ความอดทนของเขาจะเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะอดทนต่อการกระทบกระทั่ง อดทนต่อความยั่วเย้าต่างๆ อดทนที่จะทำการบ้าน อดทนที่จะอ่านหนังสือค้นคว้าตำรับตำราได้นานๆ ซึ่งจากความอดทนตรงนี้ จะกลายเป็นความขยัน เป็นความน่ารัก กลายเป็นความดีอีกต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่ลูกของเรา ตรงนี้เราหวังได้ทีเดียว หวังไม่ผิด แล้วเราก็เลยไม่ต้องไปผิดหวัง เพราะฉะนั้นความเข้าใจตรงนี้ต้องชัดเจนด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา kbusociety.eduzones.com

Gat-Pat
kmitl
 
โพสต์: 8
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ 05 ธ.ค. 2009 10:03 am

ย้อนกลับไปยัง สาระน่ารู้

ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน

cron