ในการยื่นคะแนนสำหรับผู้ที่จะเข้าศึกษาในมหาลัยในปีการศึกษา 2553 ยังคงใช้คะแนนดิบอยู่ครับ แต่ทาง สทศ. แจ้งว่าในปีการศึกษาทัดๆ ไปจะเปลี่ยนมาใช้ คะแนนมาตรฐาน แทน
แล้วมันต่างกันยังไง?
คะแนนดิบคือคะแนนที่คิดจากผลการสอบในแต่ละชุด แต่คะแนนมาตรฐานจะเทียบกับคนที่สอบในชุดเดียวกัน เช่น ถ้าเราสอบสองชุด ได้ 150 คะแนน เท่ากัน แต่คะแนนมาตรฐานจะต่างกันครับ เพราะว่าคนที่สอบในแต่ละชุดนั้นไม่เหมือนกัน ข้อสอบก็ไม่เหมือนกันด้วย
แล้วทำไมมันไม่ใช้คะแนนดิบไปเลย?
ก็เพราะว่าคะแนนดิบมันไม่ได้มาตรฐานครับ จึงต้องมีคะแนนมาตรฐานขึ้นมา เช่นข้อสอบครั้งแรกง่ายกว่าครั้งที่สอง คะแนนของคนส่วนใหญ่ได้กันเยอะๆ ในครั้งแรก แต่ถ้าคิดออกมาเป็นคะแนนมาตรฐาน ทั้งสองครั้งก็จะไล่ๆกัน คล้ายๆ กับดูว่าเราได้คะแนนอยู่อันดับที่เท่าไหร่ เหมือน เปอร์เซนไทล์(PR) ในใบเกรดที่บอกว่าเราอยู่ที่เท่าไหร่ของโรงเรียน เด็กสองโรงเรียนอาจได้เกรดเท่ากัน แต่ PR อาจไม่เท่ากัน เพราะโรงเรียนหนึ่งปล่อยเกรด แต่อีกโรงเรียนกดเกรดครับ
แล้วคะแนนมาตรฐานคิดกันยังไงหล่ะ?
หากน้องๆ ที่เรียนวิชาสถิติมาแล้ว น่าจะตอบได้นะครับ คะแนนมาตรฐาน หรือค่ามาตรฐาน ก็คือค่า Z นั้นเองครับ วิธีการคิดก็ลองไปเปิดดูหนังสือคณิตศาสตร์ เรื่องสถิติ ซึ่งเป็นการคิดเทียบจากคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อสอบชุด นั้นๆ ครับ ซึ่งไอคะแนนมาตรฐานเนี่ย ก็มีได้ทั้งค่า บวก ลบ หรือศูนย์ ครับ แต่เราสามารถนำคะแนนนี้ออกมาแปลงให้เป็นคะบวกอย่างเดียวได้ครับ เพื่อกันความสับสน โดย Admission ปีแรก ประกาศออกมาเป็นคะแนน T-score ซึ่งก็เอาค่า Z มาคิดครับ (คูณ 10 บวก 50) ทำให้เกิดปัญหาเด็กงงว่าทำไม่ได้คะแนนน้อยมาก ทั้งที่ทำข้อสอบได้เยอะ บางคนได้คะแนนศูนย์ เป็นเรื่องเป็นราวถึงขึ้นลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายวันในช่วงนั้น สทศ. เลยต้องเปลี่ยนมารายงานคะแนนดิบแทน ครั้งนี้พี่ยังไม่รู้ว่า สทศ. เทียบคะแนนออกมาอย่างไร แต่เท่าที่เห็นคือพยายามทำให้ใกล้เคียงคะแนนดิบมากที่สุด เพื่อที่น้องๆจะได้ไม่งง กันครับ
น้องๆ หลายคนคงเห็นแล้วนะครับ ว่าทำไม สทศ. ถึงอยากใช้ คะแนนมาตรฐาน มาคิด เพราะว่าคะแนนนี้มันจะทำให้ไม่เกิดปัญหา เมื่อข้อสอบแต่ละชุดมีมาตรฐานไม่เหมือนกัน เพราะคะแนนจะคิดเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของข้อสอบแต่ละชุดแล้วนั้นเองครับ
สุดท้าย ไม่ว่าจะใช้คะแนนอะไรคิด ถ้าเราตั้งใจทำเต็มที่ซะอย่าง รับรองได้เข้าคณะและมหาลัยที่ฝันแน่นอนครับ
ที่มา : TutorYours.com
Gat-Pat